น้ำตาจะไหล! รู้จักกับฟิล์มถนอมสายตา ในราคาประหยัดที่คุณไม่ต้องปวดตาอีกต่อไป!?

รู้จักกับ Maximum ฟิล์มถนอมสายตา ดีอย่างไร มาดูกัน!

เคยมั้ย? เวลาที่จ้องโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์นานๆแล้วรู้สึกปวดตามากจนน้ำตาไหลออกมาลักษณะนี้

images (2)
นั่นเป็นเพราะว่าแสงที่ออกมาจากจอภาพเหล่านั้นได้ทำพิษกับดวงตาเราเสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกที่ถือเป็นอันตรายต่อดวงตาของเรามากที่สุด

download (3)download (1)

จากการวิจัยทางการแพทย์พบว่า แสงสีฟ้ามีพลังงานมากพอที่จะไปกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระภายในลูกตาทำให้เซลล์จอประสาทตาตายได้ อาจส่งผลให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม คือจะมีอาการมองภาพตรงกลางไม่ชัด เกิดการมองภาพบิดเบี้ยวไปเหมือนมีจุดดำมาบังตรงกลางภาพ และโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้จนอาจทำให้ท่านเป็นต้อเนื้อที่ตาได้ลักษณะนี้

images (1)

แต่การป้องกันก็ทำได้ไม่ยากเลย เพียงหมั่นตรวจเช็คดวงตาปีละหน บำรุงสายตาด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการติดฟิล์มกันรอยแบบถนอมสายตานั่นเอง!!

Maximum เป็นฟิล์มกันรอยแบบถนอมสายตาที่ช่วยตัดแสงสีน้ำเงินได้มากกว่า 35-100% มีลักษณะขาว-ใส ไม่ทำให้สีของหน้าจอผิดเพี้ยน ซึ่งแสงสีฟ้าจะยู่ในช่วงของแสงสีน้ำเงินและสีคราม ดังนั้น Maximum จึงสามารถป้องกันแสงสีฟ้าส่วนหนึ่งไม่ให้มาทำร้ายสายตาของคุณได้

downloadimages

นอกจากจะป้องกันแสงสีฟ้าแล้วยังสามารถป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้หน้าจอนานๆ การติดฟิล์มกันรอยก็ง่ายๆ แกะออกก็ไม่มีคราบ ทั้งมีประโยชน์และไม่สร้างปัญหายุ่งยากให้กับชีวิตประจำวันของคุณ แค่ติด Maximum ฟิล์มกันรอยแบบถนอมสายตา วิธีง่ายๆที่จะช่วยปกป้องดวงตาของคุณจากแสงสีฟ้าที่อันตรายต่อสายตาโดยไม่ทำให้สีสันของภาพผิดแปลกไป

อย่าลืมนะจ๊ะ!!

ไม่ทำให้แสบตาเหมือนหั่นหัวหอม

download (2)images (3)

ช่วยให้ทำงานหน้าจอได้นานขึ้น


p16sqr9bs4n3muto1u0915c81a673

ทำความสะอาดง่าย ด้วยแปรงปัดฝุ่นลูบออก

images (4)

ที่สำคัญติดง่ายและราคาประหยัดสุดๆ

1393076075-48-o

รู้อย่างนี้ไม่บอกต่อ ไม่ได้แล้วว >< ตรวจสอบราคาเลยย!

 

เครียดหลอ? แค่นวดไม่กี่วินาที ก็หายได้นะ!?

เพียงนวด ง่ายๆ ก็คลายเครียดได้

เชื่อเถอะ แม้ท่านจะเป็นคนอารมณ์ดีได้นานสักเท่าไหร่ เมื่อโดนอุปสรรคถาโถมเข้ามาจนหนักหนาสาหัส ก็ต้อมีเดี้ยงกันบ้าง จนเกิดอาการกับร่างกายขึ้น เช่น ปวด เกร็งตามต้นคอ โดยไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

แต่ที่แน่ชัดก็คือ ความเครียดเป็นสาเหตุทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ปวดต้นคอ และปวดหลัง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การนวดจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้เราได้ เพราะได้ไปกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง สบายตัว หายเครียด และลดอาการเจ็บปวดต่างๆ ลง
june1
ทั้งนี้ การนวดแบบไทยๆ นั้นสามารถนวดได้ด้วยตัวเอง และเหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยต้นคอ บ่า และไหล่ อันเนื่องมาจากความเครียด แต่ข้อควรระวังคือไม่ควรนวดขณะที่กำลังเป็นไข้ หรือกล้ามเนื้ออักเสบหรือเป็นโรคผิวหนัง และควรตัดเล็บให้สั้นทุกครั้งก่อนนวด

สำหรับการนวดที่ถูกวิธีคือ 1.กดโดยใช้ปลายนิ่วที่ถนัด ได้แก่ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้หรือนิ้วกลาง 2.ใช้การกดและการปล่อยเป็นส่วนใหญ่ โดยใช้เวลากดแต่ละครั้งประมาณ 10 วินาที และใช้เวลาปล่อยนานกว่าเวลากด 3.การกดให้ค่อยๆ เพิ่มแรงทีละน้อย และเวลาปล่อยให้ค่อยๆ ปล่อย และ 4.แต่ละจุดควรรนวดซ้ำประมาณ 3-5 ครั้ง

ลองมาดูขั้นตอนการนวดเพื่อคลายเครียด 7 จัดกันเลย

1.จุดกลางระหว่างคิ้ว ใช้ปลายนิ้วชี้หรือนิ้วกลางกด 3-5 ครั้ง

Image

2.จุดใต้หัวคิ้ว ใช้ปลายนิ้วชี้หรือนิ้วกลางกด 3-5 ครั้ง

Image (1)

3.จุดขอบกระดูกท้ายทอย จุดกึ่งกลางใช้นิ้วหัวแม่มือกด 3-5 ครั้ง จุดสองจุดด้านข้าง ใช้วิธีประสานมือบริเวณท้ายทอยแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดจุดสองจุดพร้อมๆ กัน 3-5 ครั้ง

Image (2)

4.บริเวณต้นคอ ประสานมือบริเวณท้ายทอย ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดตามแนวสองข้างของกระดูกต้นคอ โดยกดไล่จากตีนผมลงมาถึงบริเวณบ่า 3-5 ครั้ง

Image (3)

5.บริเวณบ่า ใช้ปลายนิ้วมือขวาบีบไหล่ซ้ายจากบ่าเข้าหาต้นคอ ใช้ปลายนิ้วมือซ้ายบีบไหล่ขวาเข้าหาต้นคอ ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง

6.บริเวณบ่าด้านหน้า ใช้นิ้วหัวแม่มือขวากดจุดใต้กระดูกไหปลาร้า จุดต้นแขน และจุดเหนือรักแร้ของบ่าซ้าย ใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายกดจุดเดียวกันที่บ่าขวา ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง

Image (4)

และ 7.บริเวณบ่าด้านหลัง ใช้นิ้วที่ถนัดของมือขวาอ้อมไปกดจุดบนและจุดกลางของกระดูกสะบัก และจุดรักแร้ด้านหลังของบ่าซ้าย ใช้นิ้วที่ถนัดของมือซ้ายกดจุดเดียวกันที่บ่าขวาทำซ้ำ 3-5 ครั้ง

Image (5)

แล้วถ้าไม่มีคนนวดให้ล่ะ???? ……..เรามีทางแก้มาเสนอนะ ^^

 เครื่องนวดอเนกประสงค์ HHsociety

image-625235-1-product

ซึ่งมาพร้อมกับ รูปลักษณ์สุดเก๋ กระทัดรัด ที่สำคัญ ราคาลด 58% ของราคาจริง

♠ ปลอดภัย เมื่อใช้
♠ พกพาสะดวก
♠ นวดกดจุดได้แม่นยำ
♠ รักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ผล เพียงไม่กี่นาทีหลังใช้
♠ ที่สำคัญราคาที่แม่ค้าตลาดสดยังซื้อมาใช้ได้ด้วยนะ ต้องการดูราคา >>>>คลิกที่นี่<<<<

นอกจากช่วยผ่อนคลายได้แล้วยังช่วยสลายไขมันได้ด้วย ของดี ราคาถูก เห็นที ไม่บอกต่อคงไม่ได้แล้ววว ^_^

ขอบคุณที่มาข้อมูล : http://www.manager.co.th/

เคล็ดไม่ลับเกี่ยวกับเครื่องช่วยฟัง ที่คุณควรรู้!?

….เพียงเลือกเครื่องช่วยฟังถูก คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น…..

การดำเนินชีวิตสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยินนั้น ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ประเภทหนึ่งซึ่งสามารถส่งผลต่อสุขภาพจิตของกลุ่มคนเหล่านี้ได้เป็นอย่างมาก เครื่องช่วยฟังก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้กลุ่มกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อบรรเทาปัญหาการได้ยินเบื้องต้น เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีดังนั้นการเลือกซื้อเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับผู้ป่วยทางการได้ยินได้จึงมีความสำคัญด้วย

เครื่องช่วยฟังคือ อะไร ?

เครื่องช่วยฟังก็คือ เครื่องขยายเสียง ขนาดเล็ก นิยมใช้กับคนที่มีปัญหาในการรับฟังเสียงประกอบไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่นไมโครโฟน ลำโพงและเครื่องขยายเสียง ปัจจุบันมีหลายรูปแบบและมีการพัฒนาคุณภาพให้ดีมากขึ้น

วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดของการเลือกเครื่องช่วยฟังก็เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้การได้ยินที่เหลืออยู่ (residual hearing) ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด ได้เครื่องที่มีเสียงรบกวนน้อยที่สุดซึ่งจะส่งผลให้การฟังเข้าใจคำพูดดีขึ้น มีความเพี้ยนของเสียงที่ได้ยินน้อยลงเครื่องช่วยฟังที่มีราคาแพงที่สุดไม่ใช่จะดีที่สุดสำหรับท่านเสมอไปสิ่งสำคัญที่จะพิจารณา ต้องขึ้นอยู่กับประเภท และระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยินเป็นหลัก

สาเหตุที่การเลือกและการลองเครื่องช่วยฟังมีความจำเป็นเนื่องจาก…

1. มีความแตกต่างกันระหว่างเครื่องช่วยฟังแต่ละเครื่อง

2.ระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยินแต่ละคนแตกต่างกันรวมถึงปฏิกิริยา ระหว่างผู้ป่วย กับเครื่องช่วยฟัง ที่มาจากความแตกต่างกันในเรื่องของลักษณะทางกายวิภาค (Anatomy ของหู และ Canal resonance)

3. ประสิทธิภาพของเครื่องแต่ละเครื่อง แต่ละยี่ห้อ

4. การปรับแต่งเสียงให้เหมาะกับระดับการได้ยินและความต้องการของผู้ป่วยแตกต่างกัน

5. ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการบริการหลังการขาย

 

หลักในการเลือกเครื่องช่วยฟังมีดังนี้
คือ

1.ประเภทและระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยิน

ก่อนการใส่เครื่องช่วยฟังทุกครั้งควรได้รับการตรวจวัดระดับการได้ยินก่อนเพื่อประเมินความผิดปกติเพราะความผิดปกติบางประเภทสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการกินยาหรือการผ่าตัด นอกจากนี้ระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยินจะเป็นตัวบอกกำลังขยายของเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมได้ดีที่สุด

2.รูปแบบ

ในปัจจุบันเครื่องช่วยฟังมีหลายรูปแบบ ได้แก่ แบบกล่อง แบบทัดหลังหู
และแบบใส่ในช่องหู

แต่ละแบบจะมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกัน ดังนี้

แบบกล่อง
cuayfung02 image-878857-1-productข้อดี
– ปุ่มควบคุมมีขนาดใหญ่
– กำลังขยายสูง ดูแลง่าย
– ใช้ถ่านไฟฉายธรรมดา หาซื้อง่าย
– ราคาถูก

 

ข้อเสีย
– เสียงรบกวนมาก
– ไม่เป็นธรรมชาติ สายรุงรัง
 – เครื่องขนาดใหญ่มองเห็นง่าย

แบบทัดหลังหู (Behide The Ear, BTE)
image-761837-1-productdownloadข้อดี
– ขนาดกระทัดรัด
– คุณภาพเสียงดีขึ้น
– ราคาปานกลาง

ข้อเสีย
– คล้องหู เกะกะ
– ไม่สะดวกสำหรับผู้สวมแว่นตา
– ใช้ถ่านเครื่องช่วยฟังเท่านั้น
– ถ่านมีอายุการใช้งานค่อนข้างสั้น
(ประมาณ 2 สัปดาห์ / ก้อน)

 

แบบใส่ในช่องหู

แบบสอดช่องหูขนาดใหญ่
(In The Ear,ITE)


hoo02_cuthoo03_wad_cut

 

 

 

 

แบบสอดช่องหูขนาดกลาง
(In The Canal,ITC)
hoo03_cuthoo02_wad_cut

แบบสอดช่องหูขนาดเล็ก (Complete In The Canal,CIC) 
hoo04_cuthoo01_wad_cut

 

 

 

 

ข้อดี
– ขนาดเล็ก กระทัดรัด สวยงาม
– คุณภาพเสียงดี
– เครื่องใส่ในหูซึ่งเป็นตำแหน่งที่
– เป็นธรรมชาติที่สุด

ข้อเสีย
– ไม่เหมาะกับผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยิน
ระดับรุนแรง
– ใช้ถ่านเครื่องช่วยฟังเท่านั้น
– ถ่านมีอายุการใช้งานค่อนข้างสั้น
ถ่านขนาดเล็กเปลี่ยนถ่านบ่อยกว่า
(ประมาณ 5-10 วัน / ก้อน
ขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่อง )
– ราคาแพง

3. ระบบคุณภาพเสียง
มีทั้งแบบธรรมดา (Analogue) และ แบบดิจิทอล (Digital)Analogue เป็นระบบการขยายเสียงที่เป็นมาตรฐานทั่วไปคือขยายทุกเสียงที่ผ่านเข้ามา จึงอาจจะก่อให้เกิดความรำคาญสำหรับผู้ที่ใช้งานได้ โดยเฉพาะถ้าอยู่ในที่มีเสียงรบกวน
Digital เป็นพัฒนาการล่าสุดของเครื่องช่วยฟัง สามารถขยายเสียงพูดได้ชัดเจน ลดเสียงรบกวนได้มากกว่า และสามารถปรับแต่งเสียงได้ตามความต้องการ

4. กำลังขยาย
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องช่วยฟังระบบใดก็ตาม ควรเลือกเครื่องที่มีกำลังขยายเพียงพอ กับความต้องการของผู้ใช้

5 งบประมาณ
เครื่องช่วยฟังยิ่งมีขนาดเล็ก คุณภาพเสียงดี ยิ่งมีราคาแพง

การเลือกหูเพื่อใส่เครื่องช่วยฟัง

ปัจจุบันการได้ยินเสียงยึดหลักว่าได้ยิน 2 หู ดีกว่าการได้ยินหูเดียว โดยการใส่เครื่องช่วยฟัง 2 หู จะมีประโยชน์ดังนี้
1 ช่วยให้เกิดความสมดุลของการรับฟังและสามารถ แยกทิศทางของเสียงได้ดีขึ้น (Balance hearing – Localizing sound)
2. สามารถแยกเสียงพูดออกจากเสียงรบกวนได้ดีขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีเสียงรบกวน (Speech discrimination score ดีขึ้น)
3. ใช้ความดังลดลง
4. คุณภาพเสียงดีขึ้น เพราะมีความรู้สึกเป็นธรรมชาติ
5. รู้สึกผ่อนคลายเพราะไม่ต้องคอยตั้งใจฟังหรือหันหูข้างที่ใส่เครื่องเข้าหาคู่สนทนา
6. หูทั้ง 2 ข้างได้ใช้งานเหมือนกัน

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก: โรงพยาบาลตา หู คอ จมูก

 

แฟชั่น 6 สไตล์ สำหรับผู้นั่งรถเข็นและรถเข็นไฟฟ้า!!

แฟชั่น 6 สไตล์สำหรับผู้นั่งรถเข็นและรถเข็นไฟฟ้า

ใช่ว่าผู้นั่งรถเข็นและรถเข็นไฟฟ้าจะต้องจมกับความทุกข์และเสื้อผ้าไม่น่ามองเสมอไป วันนี้เรามีเทคนิคการแต่งกายสำหรับผู้นั่งรถเข็นให้ดูสวยงาม ทันสมัย สดชื่นและเสริมความมั่นใจให้มากขึ้นนะคะ

ข้อแรก : เน้นช่วงเอวให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
คุณอาจใส่เข็มขัดควบคู่กับเสื้อเชิ้ตหรือเดรสตัวหลวม เข็มขัดจะช่วยให้เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูเนี้ยบขึ้นและทำให้คุณดูสวยขึ้นด้วย อย่ากลัวที่จะลองเข็มขัดหลายๆแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบขนาดเล็กจนแทบมองไม่เห็น ไปจนถึงแบบกว้างหลายขนาดไปจนถึงกว้างจนเหมือนเป็นเสื้อรัดรูปคอร์เซท

1 (1)

ข้อสอง : เผยให้เห็นช่วงไหล่ของคุณ
หัวไหล่ของคุณสามารถสร้างความเซ็กซี่ได้อย่างน่าประหลาดใจ ดังนั้นลงทุนซื้อเสื้อเปิดหัวไหล่เถอะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกล้าม เสื้อไหล่เดี่ยว เสื้อโชว์ไหล่ เพิ่มแรงดึงดูดทางเพศให้แก่เรือนร่างของคุณ

21

ข้อสาม : ทำให้ช่วงลำตัวดูยาวขึ้น
รถเข็นและรถเข็นไฟฟ้าของเราอาจทำให้ช่วงลำตัวดูสั้นลงกว่าความเป็นจริง นั่นมันทำให้วันของเราดูแย่และหดหู่ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ มีเคล็ดลับง่ายๆคือซื้อเสื้อที่ยาวกว่าที่ควรจะเป็นสัก 2-3 นิ้ว สิ่งนี้จะช่วยสร้างภาพลวงตาให้เห็นว่าช่วงลำตัวของคุณยาวขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น

31

ข้อสี่ : หลีกเลี่ยงผ้าหนาและหนักเป็นก้อน
หากคุณซื้อเสื้อที่ยาวหรือใหญ่กว่าที่ควรจะเป็น คุณควรมั่นใจว่ามันต้องไม่หลวมเกินไป หลีกเลี่ยงเสื้อคลุม แจ็คเก็ต และเดรสตัวหลวม อีกเรื่องหนึ่ง ผ้าทุกชนิดถูกออกแบบให้ห้อยยาวลงมา โชคไม่ดีเลย เมื่อต้องนั่งอยู่บนรถเข็นหรือรถเข็นไฟฟ้า ผ้าส่วนเกินจะกองอยู่บนตัวคุณทำให้คุณดูตัวใหญ่กว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น ถ้าอยากให้มั่นใจ และไม่เสี่ยงจนเกินไป ควรเลือกเสื้อผ้าเข้ารูปจะดีกว่า

41

ข้อห้า : เมื่อไม่แน่ใจว่าเสื้อผ้าที่ใส่อาจดูไม่ดี ลองหาเครื่องประดับมาเข้าคู่กัน
บางครั้งเสื้อผ้าไม่ว่าจะเลือกมาดีแล้วอย่างไรอาจดูไม่สวยเมื่อคุณต้องนั่งอยู่บนรถเข็นหรือรถเข็นไฟฟ้า เมื่อคุณรู้สึกแบบนี้ สิ่งที่คุณสามารถทำได้ง่ายๆ คือหาเครื่องประดับ เครื่องเพชร รองเท้า กระเป๋าถือ แว่นกันแดด แว่นตาเก๋ๆ กิ๊บ ที่ประดับผม หรือแม้แต่การแต่งหน้าเริ่ดๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเน้นความน่ามองแก่ผู้สวมใส่

51

ข้อสุดท้าย : สร้างสีสันให้ช่วงขาของคุณด้วยเลกกิ้งพิมพ์ลาย
เชื่อไหมว่าเลกกิ้งเหมาะมากสำหรับผู้ใช้งานรถเข็นและรถเข็นไฟฟ้า การที่คุณไม่ได้ใช้ขาในการเดินไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ต้องสร้างความสนใจให้ช่วงขาของคุณ เลกกิ้งพิมพ์ลายสวยๆสักตัวสามารถสร้างสไตล์ให้แก่ตัวคุณ

61

เห็นอย่างนี้แล้วทำให้โลกทั้งของเราและผู้ที่มีอุปกรณ์ติดกายอยู่สดใสขึ้นมาทันใดเลยนะคะ :)

ที่มา: http://www.newmobility.com/2014/08/6-fashion-tips-for-wheelchair-users/

>>>อุปกรณ์ช่วยเหลือที่แนะนำ<<<

image-037558-1-product image-137558-1-product image-297525-1-product

เลือก รถเข็นคนไข้ อย่างไรจึงจะเหมาะสม!?

เคล็ดไม่ลับสำหรับการเลือกรถเข็นผู้ป่วยที่ท่านควรรู้

จากปัญหาที่ผู้เขียนได้ประสบจากผู้ซื้อทั้งหน้าร้านและทาง website ต่างๆคือ จะเลือกซื้อรถเข็นคนไข้,รถเข็นผู้สูงอายุอย่างไร เพื่อให้ตรงกับลักษณะการใช้งาน หรือให้เหมาะกับผู้ป่วย รวมถึงงบประมาณที่ใช้ เพราะมีให้เลือกหลายรุ่นหลายแบบมาก บทความนจะแนะนำการเลือกโดยแยกตามการใช้งาน เช่น สำหรับเดินทาง สำหรับใช้ที่บ้าน แยกตามสรีระของผู้ใช้ เช่น อ้วน ผอม แนะนำตามความสามารถในการช่วยตัวเองของผู้ป่วย เช่น นั่งได้ กำลังแขนดีหรือไม่ดีพอที่จะเข็นตัวเองได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของงบประมาณของผู้ซื้อมาเกี่ยวข้องด้วย

-การเลือกรถเข็นตามน้ำหนักตัว
-การเลือกรถเข็นตามการใช้งาน
-การเลือกรถเข็นตามงบประมาณ
การเลือกรถเข็นตามน้ำหนักตัวคนไข้

รถเข็นคนไข้ส่วนมากรับน้ำหนักได้ประมาณ 100-110 กิโลกรัม ยกเว้นรถเข็นรุ่นพับเก็บได้บางรุ่นรับน้ำหนักได้น้อยกว่า 100 กิโลกรัม

การเลือกรถเข็นคนไข้ตามลักษณะการใช้งาน

รถเข็นเพื่อใช้ในการเดินทาง ควรเลือกที่น้ำหนักเบาพับเก็บได้ เพราะมีขนาดเล็ก สะดวกต่อการขนย้าย หรือรถเข็นอลูมินั่มอัลลอยด์เพราะน้ำหนักเบา
รถเข็นคนไข้สำหรับคนไข้ที่ไม่สามารถนั่งได้ รุ่นที่เหมาะสมคือรุ่นที่ใช้เอนนอนได้
รถเข็นสำหรับนั่งถ่ายได้ รุ่นที่เหมาะคือ รถเข็นนั่งถ่าย
กรณีคนไข้มีกล้ามเนื้อแขนที่แข็งแรง และต้องการเข็นตัวเองได้ ที่เหมาะสมคือ รถเข็นล้อใหญ่

การเลือกรถเข็นตามงบประมาณ

รถเข็น ราคาต่างกัน ตามวัสดุที่ใช้ เช่น รถเข็นเหล็กชุบโครเมี่ยมจะถูกกว่ารถเข็นอลูมินั่มอัลลอยด์ในคุณสมบัติเดียวกัน รถเข็นไฟฟ้าจะราคาสูงกว่ารถเข็นธรรมดา

รถเข็นพับได้-สำหรับผู้ไม่ค่อยเดินทาง

wheelchair-KY809Bwheelchair-FOSUN-FS864LABJ

รถเข็นพับได้-เหมาะสำหรับเดินทาง

p_wheelchair-FS804-LABJ-3

รถเข็นไฟฟ้า-เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยเดินทาง

wheelchairELECTRIC-KY122L

รถเข็นคนไข้อเนกประสงค์

รถเข็นนั่งถ่าย

commodeWHEELCHAIR-FOSUN-FS609

 

รถเข็นปรับเอนนอนได้

 

wheelchair-KY902GC

ทั้งนี้ทุกท่านที่อ่านบทความ ลองนำมาพิจารณา การเลือกซื้อรถเข็นที่เหมาะสมกันได้เลย :)

การพิจารณาเลือกเตียงผู้ป่วย ที่ท่านควรรู้!?

การพิจารณาเตียงผู้ป่วยจะพิจารณา ไปทีละส่วนตามความจำเป็นและความต้องการที่ใช้กับผู้ป่วยดังนี้

YXZ-C-5B.1

พื้นเตียง 

ความต่างของสินค้า

2แพงกว่า 1ถูกกว่า
พื้นเตียง ต้องเป็นพื้นที่มีความถี่ และละเอียด ต้องไม่มีช่องว่างห่างเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอัตราแก่ผู้ป่วย กรณี เป็นพื้นเหล็กต้องเป็นเหล็กลักษณะการปั้มเจาะรู
พื้นเตียงที่ดี มีดังต่อไปนี้
1.พื้นไม้
2.พื้นเหล็กปั้มเจาะรูระบาย
3.พื้นอลูมิเนียม , พื้นสแตนเลส
ข้อสำคัญ รูระบายของพื้นต้องมีความห่างไม่เกิน 2 ซม. (ป้องกันที่นอนหลุดตามร่อง และรับน้ำหนักผู้ป่วยได้ดี )

คานเตียง รองรับน้ำหนักคนไข้
ความต่างของสินค้า

4แพงกว่า 3ถูกกว่า

คานเตียงส่วนที่รองรับ และรอยต่อตำแหน่งพื้นเตียง มีส่วนสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ช่วยรับน้ำหนักอย่างมาก และข้อต่อของการรับน้ำหนักก็สำคัญ เพราะจุดที่จะทำเตียงหัก คือการให้น๊อตและข้อต่อที่บางเกินไป มีความเสียงสำหรับคนไข้ที่ต้องฟีตอาหาร และซัคซั่นเพราะเป็นตัวที่เชื่อมโยงกับไกร์เตียง เพื่อปรับยกด้านศรีษะและส่วนขาหากมีการฉีกขาด หรือหัก จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอัตรายได้

ราวกั้นเตียง และขาราว
ความต่างของสินค้า

5แพงกว่า 5ถูกกว่า
คุณภาพ ของสแตนเลส มีความคงทนแข็งแรง ราวกั้นเตียง ต้องไม่สั่นคอน เวลาที่เขย่าเพราะเป็นตัวที่ต้องสำคัญในการป้องกันคนไข้ไม่ให้ตกเตียงสแตนเลสต้องมีความสะอาด และไม่คม ไม่เป็นสนิมเพราะผู้ป่วยบางราย อาจต้องใช้ราวกั้นเตียงในการโหนตัวขึ้น (พยุง)

มือหมุน (สิ่งสำคัญที่ช่วยในการปรับเตียงให้ทำงานได้)
ความต่างของสินค้า

8แพงกว่า 7ถูกกว่า
ลักษณะมือหมุนที่ดี จะต้องไม่คมและต้องเก็บราละเอียดให้เรียบร้อยพร้อมทั้งต้องมีความหนาของเหล็ก พร้อมชุบเงาเพื่อเพิ่มความสวยงาม

ที่นอนผู้ป่วย แบบตอนเดียว , และแบบ 4 ตอน
ความต่างของสินค้า

11แพงกว่า 9ถูกกว่า
ความหนา ขนาด ไม่น้อยกว่า 3 นิ้ว หรือมากกว่า จะทำให้รองรับผู้ป่วยได้ดี
ลักษณะที่นอน แบบที่ 1 แบบตอนเดียว เหมาะกับเตียงของประเทศไทยที่มีราวกั้นสแตนเลส
ลักษณะที่นอน แบบที่ 2 แบบ 4 ตอน เหมาะกับเตียงนำเข้า เพราะเพิ่มความสวยงาม แต่ราคาสูง
วัสดุที่ผลิตเป็นที่นอน
สิ่งที่ประเทศไทย นำมาใช้ได้นานคู่กับเตียงผู้ป่วยทุกรุ่นคือ ใยข้างในต้องเป็นใยมะพร้าว เพราะจะทำให้กระจายแรงกดทับและไม่ยุบตัว มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่คู่กับการดูแลผู้ป่วยมานานมากแล้ว
วัสดุที่ไม่ควรใช้ คือแผ่นโฟม วัสด คือ นำเศษโฟมมาหลอม เป็นแผ่น ลักษณะจะมีสีขาวเนื้อคล้ายๆ พลาสติก ผู้ป่วยที่ใช้จะทำให้เกินแผลกดทับได้และวัสดุมีกลิ่นของพลาสติก มีความอัตรายต่อผู้ป่วย แต่สิ่งที่ได้จากผู้ผลิต คือ ต้นทุนต่ำ ผ้าหนังเทียม หากมีความบางมาก จะทำให้เกิดการฉีกขาดง่าย ความหนาของที่นอน หากบางมากจะทำให้คุณภาพสินค้า นั้นต้นทุนต่ำ

เมื่อท่านได้รู้จักส่วนประกอบของเตียงแล้ว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบเพื่อการตัดสินใจซื้อเตียงให้แก่ผู้ป่วยได้ดีขึ้นนะครับ ^^

เลือกเตียงได้เหมาะสม ช่วยให้ผู้ป่วยดีขึ้นเร็ว จริงหรือไม่!?

เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา และต้องนอนเพื่อรักษาเป็นเวลานาน ทั้งจากอุบัติเหตุ การผ่าตัดและเจ็บป่วยจากสาเหตุอื่นๆวันนี้เราจะมาให้คำแนะนำการเลือกเตียงนอน ให้ท่านได้ทราบว่าเลือกเตียงผู้ป่วยอย่างไร ให้เหมาะสมกับสภาพผู้ป่วยนั้น เรามาดูกัน

การเลือกเตียงผู้ป่วยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เตียงผู้ป่วยมีหลายประเภทด้วยกัน และมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ซึ่งวัตถุประสงค์ในการเลือกเตียงที่เหมาะสมก็เพื่อเพิ่มความสะดวกสะบายมากขึ้นให้กับผู้ป่วยและผู้ดูแล
การแบ่งเตียงผู้ป่วยตามระบบการใช้งานได้ 2 แบบ
1.เตียงระบบมือหมุนธรรมดา
2.เตียงระบบไฟฟ้า

เตียงมือหมุนธรรมดา เป็นเตียงที่ทำงานด้วยระบบ ไกร์ ที่เป็นลักษณะการหมุน เพื่อให้ข้อเหวี่ยงทำงานและยกพื้นเตียงขึ้น ข้อดีของเตียงดังกล่าว คือ ราคาถูก น้ำหนักเบา
เตียงไฟฟ้า เป็นเตียงที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ส่งผ่านมอเตอร์เพื่อขับเคลื่อนข้อเหวี่ยงให้ทำงาน ข้อดีของเตียงดังกล่าว คือ สะดวกสบายทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้โดยการกดปุ่ม ลดภาระของผู้ดูแล

YXZ-C-5B.1เตียงผู้ป่วยที่ดีนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง
เตียงผู้ป่วยที่ดูต้องเน้นเรื่องความแข็งแรง ปลอดภัย คงทน และสวยงาม ตามลำดับ
-ความแข็งแรง คือ โครงสร้างเตียงควรจะเป็นเหล็ก เพื่อรับน้ำหนักผู้ป่วยได้อย่างน้อย 150 kg หัวเตียงท้ายเตียงมีความทนทาน ทำจากวัสดุ ABS ซื้งมีความแข็งแรง
-ความปลอดภัย คือ เตียงที่ดีควรมีระบบความปลอดภัย เช่น ต้องมีราวเตียงกันตก มีที่ล็อคล้อ 4 ล้อ บางรุ่นมีระบบล็อคล้อฉุกเฉิน เพื่อปั๊มหัวใจหรือการทำ CPR นั่นเอง
-ความคงทน คือ เตียงที่ดีต้องมีความทนทาน เช่น การเคลือบสีไม่ให้เกิดสนิม ระบบไกร์ควรเป็นวัสดุที่ทำจากเหล็ก
-ความสวยงาม เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เตียงที่มีความสวยงามจะทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพจิตดี ไม่รู้สึกหดหู่และเหมาะกับการเป็นเฟอร์นิเจอตกแต่งบ้าน

images (10)

การแบ่งเตียงตามลักษณะฟังก์ชั่น
1.เตียง 2 ไกร์ เป็นเตียงที่สามารถปรับยกศีรษะ และปรับยกขาได้
2.เตียง 3 ไกร์ เป็นเตียงที่สามารถปรับยกศีรษะ ปรับยากขา และปรับระดังสูงต่ำของเตียงได้
3.เตียง 5 ไกร์ เป็นเตียงที่สามารถปรับยกศีรษะ ปรับยากขา ปรับระดังสูงต่ำของเตียง และปรับเอนหน้าหรือหลังของเตียงได้

เตียงเหล่านี้มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกเตียงให้เหมาะกับสภาพของผู้ป่วยหรือการใช้งานจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

***การเลือกเตียงผู้ป่วย***
-กรณีที่ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่นสามารถลุกขึ้นลงจากเตียงได้นั้น อาจจะใช้เตียงได้หลากหลายตั้งแต่ 2 ไกร์ 3 ไกร์ หรือ 5 ไกร์46-1
-หากกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จำเป็นต้องมีผู้ดูแลอุ้มขึ้นลง ควรใช้เตียง 3 ไกร์ หรือ 5 ไกร์ ซึ่งสามารถปรับระดับสูงต่ำได้ ช่วยให้ผู้ดูแลไม่ปวดหลัง
-กรณีที่ผู้ป่วยต้องการช่วยเหลือตัวเอง หรือต้องการฟื้นฟูสุขภาพจิตและสุขภาพกายให้เร็วยิ่งขึ้น ควรจะเลือกเตียงที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ทั้งนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น อีกทั้งผ่อนแรงของผู้ดูแล

รู้อย่างนี้แล้วก็ลองเอามาช่วยพิจารณาเลือกเตียงสำหรับผู้ป่วยที่เหมาะสมกันนะครับ :)

ที่มา: EHT.com

รู้จักกับ “เครื่องช่วยหายใจ” เพื่อการใช้ที่คุ้มค่า

สาระน่ารู้ “เครื่องช่วยหายใจ”

หลายท่านคงเคยได้สัมผัสกับเครื่องช่วยหายใจที่ใช้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถหายใจได้สะดวกแล้ว แต่บางครั้งก็ยังไม่เข้าใจ Mode การใช้งานทั้งหมด ดังนั้นบทความนี้จะนำสาระเกี่ยวกับเครื่องช่วยหายใจมากฝากกันนะครับ

13775915841377591614l

เครื่องช่วยหายใจแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปในแต่ละส่วนใหญ่แล้วประกอบด้วย

ส่วนที่ปรับตั้งค่า (setting)
เช่น mode ของเครื่องช่วยหายใจ Tidal Volume; VT Respiratory Rate; RR, Peak Inspiratory Flow; PIF, I : E ratio; Inspiratory: Expiratory ratio, Positive End Expiratory Pressure; PEEP เป็นพื้นฐานในการตั้งเครื่องช่วยหายใจที่ทุกเครื่องต้องมี

ตัวควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ (heated humidifier)
เพื่อให้ออกซิเจนที่เข้าไปในระบบทางเดินหายใจมีความชุ่มชื่นและอุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 32-34 องศาเซลเซียส และมีระบบพ่นละอองฝอย nebulizer สามารถทำให้ยาที่เป็นน้ำส่วนใหญ่เป็นยาขยายหลอดลม แตกตัวเป็นละอองฝอยเล็ก ๆ ลอยไปในท่อทางเดินหายใจและเข้าสู่ผู้ป่วย

ระบบสัญญาณเตือนอันตราย (alarm setting)
เป็นค่าที่ตั้งไว้ไม่ให้สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ เช่น อัตราการหายใจปกติจะต้องไม่ต่ำกว่า 10-12 ครั้ง/นาที และต้องหายใจไม่เหนื่อยหอบเกิน 35 ครั้ง/นาที เมื่อปรับตั้งค่าอัตราการหายใจ (Respiratory Rate; RR) ดังนี้แล้วหากผู้ป่วยหายใจน้อยกว่า 10 ครั้ง/นาที หรือมากกว่า 35 ครั้ง/นาที เครื่องก็จะมีเสียงดังเตือนขึ้นทันที นอกจากนี้ เครื่องอาจร้องเตือน low pressure alarm เนื่องจากแรงดันก๊าซที่เข้าตัวเครื่องไม่เพียงพอหรือน้อยเกินไปจากข้อต่อระหว่างสายออกซิเจน (pipeline) หลวม สานในวงจร (circuit) รั่ว หรือหลุดออกจากกัน high pressure alarm อาจเกิดจากผู้ป่วยไอ มีเสมหะอุดตันในทางเดินหายใจของผู้ป่วย เป็นต้น

product-20130701-100845

ส่วนอื่น ๆ
เช่น ข้อมูลของเครื่อง ข้อมูลของผู้ป่วยเมื่อปรับตั้งค่าของเครื่องแล้วผู้ป่วยได้รับจริงเท่าไร รูปแบบการหายใจของผู้ป่วย (waveform) แสดงให้เห็นเป็นรูปภาพต่าง ๆ
การตั้งค่าเครื่องช่วยหายใจ
การตั้งชนิดของการช่วยหายใจ
Assist / Control (A/C) ส่วนใหญ่จะตั้ง RR ไว้ที่ 10-12 ครั้ง/นาที เพื่อให้ผู้ป่วยออกแรงในการกระตุ้นเครื่องบ้าง การตั้ง mode นี้หากผู้ป่วยหยุดหายใจหรือเริ่มหายใจลดลงเครื่องช่วยหายใจก็ยังคงทำงานตามค่าที่ตั้งไว้ แต่ถ้าปรับตั้งค่าอัตราการหายใจมากเกินไป เช่น ตั้งอัตราการหายใจ 26 ครั้ง/นาที จะทำให้ผู้ป่วยหายใจเร็วเกินไป

Control Mechanical Ventilation or Continuous Mandatory Ventilation (CMV) เป็น mode ที่เครื่องทำงานแทนการหายใจของผู้ป่วยทั้งหมดโดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องออกแรงเลย (total support) ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหายใจล้มเหลวหรือหลังจากได้รับการผ่าตัดทรวงอก จำเป็นต้องลดแรงในการหายใจ (work of breathing) เช่น การตั้งการหายใจไว้ที่ 20 ครั้ง/นาที เครื่องจะช่วยผู้ป่วยหายใจออกมา 20 ครั้ง/นาที ตลอดโดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องออกแรงกระตุ้นเครื่อง ข้อควรระวังในการใช้ mode นี้ก็คือ ยิ่งใช้ mode นี้ในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจมากขึ้นเท่าใดก็จะยิ่งจะหย่าจากเครื่องช่วยหายใจได้ลำบากมากขึ้นเท่านั้น

Intermittent Mandatory Ventilation (IMV) คือ mode ที่เครื่องทำงานแทนการหายใจของผู้ป่วยเป็นบางครั้งสลับกับการหายใจของผู้ป่วย เช่น กำหนดอัตราการหายใจของเครื่องช่วยหายใจเท่ากับ 8 ครั้ง/นาที เครื่องช่วยหายใจจะจ่ายก๊าซให้อัตราการหายใจ 8 ครั้ง/นาที ตามที่ตั้งเครื่องไว้ทุก 6 วินาที ถ้าผู้ป่วยต้องการการหายใจที่มากกว่านี้ต้องช่วยหายใจเอาเอง การตั้งเครื่องช่วยหายใจใน mode นี้ในระหว่าง 6 วินาทีนั้นเมื่อเครื่องจ่ายก๊าซเข้าไปยังผู้ป่วยซึ่งตอนนั้นผู้ป่วยหายใจออกพอดีก็จะต้านกับการหายใจของเครื่อง ปัจจุบันมีการพัฒนาให้เครื่องปรับเวลาให้สัมพันธ์กับการหายใจเข้าและออกของผู้ป่วยจึงเรียกว่า mode SIMV (Synchonized Intermittent Mandatory Ventilation)

หลักสำคัญในการใช้เครื่องช่วยหายใจ
เมื่อผู้ป่วยเริ่มที่จะหายใจได้บ้างแล้วจะต้องรีบลดความเข้มข้นของออกซิเจนลงเรื่อย ๆ เพื่อป้องกันการเกิดพิษจากการได้รับออกซิเจนมากเกินไป (oxygen toxicity) นอกจากนี้ การใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานานโดยไม่มีการหย่าเครื่องช่วยหายใจอาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อและเส้นประสาทอ่อนแรง (neuromuscle weakness) ทำให้หย่าเครื่องช่วยหายใจลำบากมากขึ้น

Continuous Positive Airway Pressure (CPAP) เป็นการให้ความดันบวกตลอดช่วงการหายใจ คือ เมื่อตั้ง mode นี้แล้วเครื่องช่วยหายใจจะให้ความดันบวกตลอดเวลาทั้งการหายใจเข้าและหายใจออก ทำให้มีทั้งความดันบวกค้างไนปอดตลอดจึงเพิ่มปริมาตรของปอดซึ่งในกรณีนี้ผู้ป่วยต้องสามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง

Pressure Support Ventilation (PSV) เป็นการหายใจโดยผู้ป่วยโดยที่เครื่องช่วยเพิ่มแรงดันจากที่ผู้ป่วยทำได้ให้มากขึ้น เริ่มจากผู้ป่วยกระตุ้นเครื่อง (trigger) ให้เกิดแรงดันลบ (negative pressure) -2, -3 เซนติเมตรน้ำตามค่าที่ตั้งไว้ในเครื่อง จากนั้นเครื่องจะปล่อยแรงดันบวกทำให้เกิดการหายใจ ผลจากแรงดันที่เดิมขึ้นจึงทำให้ Tidal Volume เพิ่มขึ้นไปด้วย

Bilevell Positive Airway Pressure (BiPAP) เป็นเครื่องช่วยหายใจที่มี 2 mode ร่วมกันคือ PSV และ CPAP ใช้ในกรณีที่ไม่ได้ใส่ท่อช่วยหายใจ (non incvasive)

Smart Care PS in Drager Evita XL คือ mode PSV ที่ปรับ PS ต่ำสุดที่ทำให้ Tidal Volume, Respiratory Rate อยู่ในค่าปกติตลอดเวลา มีเฉพาะในเครื่อง Evita 4 เท่านั้น

Pressure Regulator Volume Control เป็นการทำงานเช่นเดียวกับ PCV mode แต่แตกต่างกันตรงที่เครื่องจะคำนวณหาแรงดันให้ว่าควรจ่ายก๊าซเท่าใดจึงจะได้ Tidal Volume ตามที่ตั้งไว้คงที่ทุกครั้งในการหายใจ

newLifeIntensity-02

เป็นอย่างไรบ้างครับ เมื่อท่านรู้อย่างนี้แล้วก็ลองนำไปปรับใช้ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์หรือกระทั่งคนใกล้ของเราที่ต้องการเครื่องช่วยหายใจอยู่ ได้อย่างคุ้มค่าแล้วละครับ

>>>เครื่องช่วยหายใจราคาสุดคุ้มที่แนะนำ<<<

image-891384-1-product